นางสาวภัทรวรรณ อุตรชน รหัสนักศึกษา 6511219690

Monday, September 26, 2022

การเรียนครั้งที่12

🎵รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Diana Baumrind Diana Baumrind’s Parenting Styles🎵

               รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูของ Diana Baumrind แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้

1.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ 

2.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม 

3.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ

4. รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง

              ในปี ค.ศ. 1967 Baumrind (1967, cited in Baumrind, 1971) ได้ศึกษาเด็กก่อนวัยเรียน 

และผู้ปกครองของเด็กโดยการสังเกตพฤติกรรมของเด็ก ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน ประกอบกับการสัมภาษณ์

            ผู้ปกครองและสังเกตปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง กับเด็กที่บ้าน จากการศึกษาดังกล่าว 

Baumrind ได้ทำการวิเคราะห์แบ่งองค์ประกอบพฤติกรรมของ บิดามารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรออกเป็น 2 มิติ 

กว้างๆ คือ

1. มิติควบคุม หรือ เรียกร้องจากบิดามารดา (Controlling / Demand) คือ การที่บิดามารดา 

กำหนดมาตรฐานสำหรับเด็กและเรียกร้องให้เด็กทำ ตามมาตรฐานที่บิดามารดาได้กำหนดไว้ 

ซึ่งบิดา มารดาบางคนจะมีมาตรฐานสูง และเรียกร้องให้เด็ก ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ตนกำหนด 

ในขณะที่บิดา มารดาบางคนเรียกร้องให้เด็กทำตามมาตรฐานเพียง เล็กน้อย และไม่พยายามที่จะ

ใช้อิทธิพลในการ ควบคุมเด็ก 

2.มิติการตอบสนองความรู้สึกเด็ก (Responsive) คือ การที่บิดามารดาหรือผู้ดูแลเด็ก 

ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ซึ่งบิดามารดา บางคนจะยอมรับ เข้าใจ และตอบสนองความต้องการ

ของเด็กด้วยดี เปิดโอกาสให้เด็กคิดและ ตัดสินใจด้วยตนเอง ในขณะที่บิดามารดาบางคน เพิกเฉย

 และปฏิเสธต่อความต้องการของเด็ก

           Baumrind (1971) ได้ผสมผสาน 2 มิติ ดังกล่าว และจัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น

 3 รูปแบบ ดังนี้ 

1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style) คือ การอบรม 

เลี้ยงดูที่บิดามารดาสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการ ตามวุฒิภาวะของเด็ก โดยที่บิดามารดาจะอนุญาต 

ให้เด็กมีอิสระตามควรแก่วุฒิภาวะ แต่ในขณะ เดียวกันบิดามารดาจะกำหนดขอบเขตพฤติกรรม 

ของเด็ก และกำหนดให้เด็กเชื่อฟังและปฏิบัติตาม แนวทางที่บิดามารดากำหนดไว้อย่างมีเหตุผล 

ถึงแม้ บิดามารดาจะมีการเรียกร้องสูง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ให้ความรักความอบอุ่นและใส่ใจต่อเด็ก 

เปิด โอกาสให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง รับฟังเหตุผลจากเด็ก และสนับสนุนให้เด็กมีส่วนร่วมในการ

คิดตัดสินใจ เรื่องต่างๆ ของครอบครัว

2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian Parenting Style) คือ การอบรม 

เลี้ยงดูที่บิดามารดามีความเข้มงวดเรียกร้องสูง แต่ ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็กโดยสิ้นเชิง  

มีการจัดระบบ การควบคุมและวางกฎเกณฑ์ให้เด็กปฏิบัติตามอย่าง เข้มงวด โดยมีการอธิบายน้อยมาก

 หรือไม่มีเลย เด็กต้องยอมรับในคำพูดของบิดามารดาว่าเป็นสิ่งที่ ถูกต้องเหมาะสมเสมอ 

มีการใช้อำนาจควบคุมโดย วิธีบังคับ และลงโทษเมื่อเด็กไม่ทำตามความคาดหวัง ของบิดามารดา 

บิดามารดามักห่างเหิน และปฏิเสธเด็ก 

3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style) คือ การอบรมเลี้ยง ดูที่บิดามารดา

ปล่อยให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ตามการ ตัดสินใจของเด็กโดยไม่มีการกำหนดขอบเขต ใช้การ ลงโทษน้อย 

ไม่เรียกร้องหรือควบคุมพฤติกรรมเด็ก เด็กสามารถแสดงออกซึ่งความรู้สึกและอารมณ์ ได้อย่างเปิดเผย

 บิดามารดาอาจให้คำปรึกษาหรือ พยายามใช้เหตุผลกับเด็ก แต่ไม่มีอำนาจในการ ควบคุมพฤติกรรม

ของเด็ก บิดามารดาจะให้ความรัก ความอบอุ่นและตอบสนองความต้องการของเด็กเสมอ

             ต่อมา Maccoby and Martin (1983) ได้ ศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind และได้จำแนกรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบที่ 4 เพิ่มเติมจากที่ Baumrind ได้เสนอไว้ คือ 

4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style) เป็นการอบรม เลี้ยงดูที่บิดา

มารดาไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนอง ความต้องการของเด็ก ให้การดูแลเอาใจใส่ต่อเด็ก น้อยมาก 

บิดามารดากลุ่มนี้จะเพิกเฉยต่อเด็กพอๆ กับไม่เรียกร้องหรือวางมาตรฐานพฤติกรรมใดๆ ให้ เด็กปฏิบัติ 

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะบิดามารดาปฏิเสธ เด็กแต่แรก หรือหมกมุ่นอยู่กับปัญหา และความ กดดันใน

ชีวิตประจำวันจนไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่เด็ก

      การพัฒนาแบบสำรวจรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind ใน ประเทศไทย 

 ในประเทศไทยได้มีผู้พัฒนาแบบสำรวจรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กันอย่าง

กว้างขวาง อาทิ สารภี ยืนยง, เพชรรัตน์ จันทศ และในปี พ.ศ. 2545 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรมหาวิทยาลัย

โดย พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์, ธีระพร อุวรรณโณ ,เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ ,สุภาพรรณ โคตรจรัส, 

คัดนางค์ มณีศรี, พรรณระพี สุทธิวรรณ ได้พัฒนาแบบ สำรวจรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ

 Baumrind ขึ้น เพื่อใช้วิจัยเรื่อง “การศึกษารูปแบบ ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของคนไทยกับ

 กระบวนการทางสังคมประกิตของครอบครัวใน ปัจจุบันที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ” ซึ่งแบบสำรวจ 

ดังกล่าวได้มีผู้สนใจนำไปใช้ในการวิจัยกันอย่าง แพร่หลาย สำหรับขั้นตอนในการสร้างและพัฒนาแบบ

 สำรวจรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะได้ 

ศึกษาแนวคิด งานวิจัย และเอกสารข้อมูลของ Baumrind รวมทั้งศึกษางานวิจัยภายในประเทศ

เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวไทยที่ทำ ระหว่างปี พ.ศ. 2528-2542 ทั้งนี้เพื่อให้ข้อกระทง

ที่สร้างขึ้นสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย โดยลักษณะของแบบสำรวจเป็นการให้ผู้ตอบรายงานตนเอง

 โดยใช้วิธีประเมินค่าแบบลิเคิร์ต (Likert Scale) 5 ระดับ มีข้อกระทงทั้งสิ้น 99 ข้อ ซึ่งประกอบด้วย

ข้อกระทงที่ประเมินรูปแบบการ อบรมเลี้ยงดู 4 รูปแบบ โดยแต่ละรูปแบบประกอบ ด้วยลักษณะคำสำคัญ

 8 ประการ (Keyword 8) ดังนี้ 

1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative) มีจำนวน 25 ข้อครอบคลุมคำสำคัญ 8 ประการคือ 

1) เรียกร้องพฤติกรรม ที่เหมาะสมกับวัย (Demands)

2) กำหนด กฎ ระเบียบ และวินัย (Rules, Regulations, Discipline) 

3) กระตุ้นให้ปฏิบัติตามกฎ (Rule Enforcement) 

4) อบอุ่น รัก สนับสนุน (Warmth, Affection, Support) 

5) มีการสื่อสารสองทาง ที่ชัดเจน (Bi-directional and Clear Communication) 

6) ส่งเสริมให้เป็นตัวของตัวเอง และพึ่งตนเอง (Encouraging Independence & Individuality) 

7) เคารพในสิทธิทั้งของพ่อแม่ และเด็ก (Right of Both Parent and Child) 

8) ให้รางวัลมากกว่าการลงโทษ (Reward > Punishment) 

2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian) มีจำนวน 26 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ 

1) เรียกร้องมาก (Strong Demand) 

2) ตั้งมาตรฐานชัดเจน (Absolute Sets of Standards) 

3) ให้ความสำคัญในการเชื่อฟัง (Value of Obedience) 

4) ให้ความอบอุ่นน้อย (Less Nurturant) 

5) ไม่สนับสนุนการสื่อสาร รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู: แนวคิดของ Diana Baumrind 178 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปีที่ 29 ฉบับที่ 4 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2552 สองทาง 

(Discouraging Bi-directional Communication) 

6) จำกัดความเป็นอิสระ และ ความเป็นตนเองของเด็ก (Suppressing Child Independence and Individuality) 

7) อคติตาม ความต้องการของพ่อแม่ (Biased in Favor of Parental Needs) 

8) ข่มขู่และลงโทษ (Threat and Punishment) 

3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive) มีจำนวน 23 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ 

1) หลีกเลี่ยงการเรียกร้อง (Avoid Making Demands) 

2) มีข้อกำหนดและ กฎเกณฑ์น้อย (Few Rules and Limits) 

3) อดทน และยอมรับพฤติกรรมไม่เป็นไปตามวัย ไม่ขัดใจ (Tolerate and Accepting Immature Behavior          without Parental Restraint) 

4) ให้ความอบอุ่น พอประมาณ และเกี่ยวข้องน้อย (Moderate Nurturant, Less Involved) 

5) เด็กมีบทบาท ในการสื่อสารมากกว่าพ่อแม่ (Child Dominate Communication) 

6) ยอมรับการตัดสินใจที่ปราศจากความรับผิดชอบและความไม่มีวุฒิภาวะของเด็ก (Allow Immature and      Responsible Decision Making) 

7) ลำเอียง เข้าข้างเด็ก (Biased in Favor of Child Needs) 

8) ลงโทษน้อย (Little Punishment) 

4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved) มีจำนวน 25 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ 1) ไม่เรียกร้อง (Undemanding) 

2) ไม่มีกฎเกณฑ์และไม่ใส่ใจ (No Rules / Ignoring) 

3) ทอดทิ้ง ปฏิบัติไม่ดี (Neglect / Maltreatment) 

4) ห่างเหินทางอารมณ์ (Emotionally Detached) 

5) มีการสื่อสารน้อย (Infrequent Communication) 

6) ให้เด็กมีอิสระ โดยไม่มีการสนับสนุนจากพ่อแม่ (Allow Child Independence without Parental Support)

7) ความต้องการของพ่อแม่เป็นใหญ่ (Biased in Favor of Parental Needs) 

8) ทำร้ายร่างกาย และ / หรือ จิตใจ (Physical and / or Psychological Abuse)

             งานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู ตามแนวคิดของ Baumrind ได้มีนักจิตวิทยาสนใจศึกษา

วิจัยความสัมพันธ์ ระหว่างรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กับตัวแปรทางจิตวิทยา

ไว้หลากหลาย เช่น ศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการปรับตัว รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับพฤติกรรม

ทางสังคม รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอารมณ์ รูปแบบการอบรม เลี้ยงดูกับการกำกับตนเอง 

และรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูกับอัตมโนทัศน์ เป็นต้น ลำดับต่อไปจะเสนองานวิจัยที่รวบรวมได้ ดังนี้ 

1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการปรับตัว งานวิจัยต่างประเทศ มีผู้วิจัยประเด็นนี้กันมาก และผลที่ได้

เป็นไป ในทิศทางเดียวกัน คือ การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจ ใส่ มีความสัมพันธ์กับการปรับตัวที่ดีของเด็ก

และ วัยรุ่นมากที่สุด ในขณะที่การอบรมเลี้ยงดูแบบ ตามใจและแบบทอดทิ้งมีความสัมพันธ์กับการปรับ 

ตัวที่ไม่ดีกับเด็กและวัยรุ่น (Slicker, 1998; Strage and Brandt, 1999; Wintre and Yaffe, 2000) 

งานวิจัยในประเทศไทย สุภาพรรณ โคตรจรัส และชุมพร ยงกิตติกุล (2545) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง

รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กับ พฤติกรรมส่วนบุคคลของวัยรุ่นไทยในด้าน

การปรับตัว ด้านครอบครัว ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ และการเผชิญปัญหา โดยศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง

 1,316 คน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 654 คน มัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 662 คน 

จาก 5 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และ 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวิจัยพบว่าวัยรุ่นที่ ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีการปรับตัว 

ด้านครอบครัวได้ดีกว่า มีการเผชิญปัญหาแบบมุ่ง จัดการปัญหามากกว่า และใช้การเผชิญปัญหาแบบ

หลีกหนีน้อยกว่าวัยรุ่นที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบ ควบคุม แบบตามใจ และแบบทอดทิ้ง ซึ่งสอดคล้อง 

กับการวิจัยจากต่างประเทศ

2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับพฤติกรรมทางสังคมงานวิจัยต่างประเทศ มีงานวิจัยจำนวนมากได้แสดง

ให้เห็นว่าวิธีการ อบรมเลี้ยงดูของบิดามารดาส่งผลต่อพฤติกรรมทาง สังคมของบุตร โดยเฉพาะงานวิจัย

ของ Baumrind อ้างถึงใน พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะ ที่พบว่า การอบรมเลี้ยงดู ของบิดามารดา

มี 3 แบบ และแต่ละแบบมีความ สัมพันธ์กับพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก เช่น บิดา มารดาแบบเอาใจใส่

มีลูกที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี มี ทักษะทางสังคม ให้ความร่วมมือกับผู้ใหญ่ มีความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ 

มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง และ มีความเป็นผู้นำขณะทำกิจกรรมกลุ่ม บิดามารดา แบบควบคุม มีลูกที่

อารมณ์ไม่ค่อยดี โกรธง่าย ไม่ เป็นมิตร ขาดความคิดริเริ่ม ขาดความเป็นผู้นำ และบิดามารดาแบบตามใจ 

มีลูกที่ก้าวร้าว ไม่เป็น ตัวของตัวเอง และเมื่อเปรียบเทียบระดับความ สามารถทางสังคม 

(Social Competence) พบว่า เด็กที่มีบิดามารดาแบบเอาใจใส่จะมีความสามารถ ทางสังคมในระดับสูง 

เด็กที่มีบิดามารดาแบบ ควบคุมจะมีความสามารถทางสังคมระดับปานกลาง และเด็กที่มีบิดามารดาแบบ

ตามใจจะมีความ สามารถทางสังคมต่ำ

 งานวิจัยในประเทศไทย เพชรรัตน์ จันทศ (2542) ศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างพฤติกรรมการให้

ความร่วมมือกับรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูที่แตกต่างกันตามการรับรู้ของ ตนเองของนักเรียน

ชั้นประถมปีที่ 5 และ 6 ผลการ วิจัย พบว่า เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีพฤติกรรมการ

ให้ความร่วมมือสูงกว่าเด็กที่ได้รับ การอบรมเลี้ยงดูแบบอื่น

3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอารมณ์ งานวิจัยต่างประเทศ มีงานวิจัยหลายชิ้นศึกษารูปแบบ

การอบรม เลี้ยงดูกับอารมณ์ในแง่พัฒนาการทางอารมณ์ และ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ.) ผลการวิจัย

ที่ได้ สอดคล้องกัน คือ การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ ส่งผลให้เด็กมีวุฒิภาวะและความมั่นคงทางอารมณ์

 มีเหตุผล มีความหนักแน่น สามารถควบคุมอารมณ์ และปรับตัวได้ดี รวมไปถึงมีความฉลาดทางอารมณ์

ดีกว่าเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบอื่น 

งานวิจัยในประเทศ กันตวรรณ มีสมสาร (2544) ศึกษาเปรียบ เทียบความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กวัย

ย่างเข้าสู่ วัยรุ่นที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูในรูปแบบที่แตกต่าง กันตามการรับรู้ของตนเอง ผลการวิจัย 

พบว่า เด็กที่ ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีความฉลาด ทางอารมณ์สูงกว่าเด็กที่ได้รับการ

อบรมเลี้ยงดูแบบ ควบคุม แบบตามใจ และแบบทอดทิ้ง

4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการกำกับตนเอง งานวิจัยต่างประเทศ ในต่างประเทศมีผู้วิจัยประเด็นนี้

กันอย่างกว้าง ขวาง และผลที่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ บิดา มารดาที่เลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ ชี้แนะ 

ให้ความรัก ความอบอุ่น ให้ความอิสระภายในขอบเขตและตั้ง กฎเกณฑ์ที่เป็นเหตุเป็นผลจะช่วยส่งเสริม

ให้เด็กมี เป้าหมายทางการเรียนอย่างชัดเจน มีความรู้สึกว่า ตนเองสามารถจัดการกับเรื่องเรียนได้และ

มีความ สามารถในการใช้กลวิธีต่างๆ ในการกำกับตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเรียนที่ตั้งไว้ 

อันเป็น ลักษณะสำคัญของบุคคลที่มีการเรียนรู้แบบกำกับ ตนเอง

งานวิจัยในประเทศ วีรนุช วงศ์คงเดช (2547) ศึกษาเจตคติต่อ การแสวงหาความช่วยเหลือ 

และการเรียนรู้แบบ กำกับตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ที่มีรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูแตกต่างกัน 

ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีการ เรียนรู้แบบกำกับตนเองและมี

เจตคติทางบวกต่อ การแสวงหาความช่วยเหลือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับ การอบรมเลี้ยงดูอีก 3 แบบ 

นักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม และแบบตามใจ มีการ เรียนรู้แบบกำกับตนเองสูงกว่านักเรียน

ที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง ส่วนนักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบตามใจมีเจตคติทางบวก

ต่อการ แสวงหาความช่วยเหลือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม และแบบทอดทิ้ง 

ผลการ วิจัยนี้สอดคล้องกับงานวิจัยต่างประเทศ

5. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอัตมโนทัศน์ งานวิจัยต่างประเทศ งานวิจัยส่วนใหญ่ พบว่า 

รูปแบบการอบรม เลี้ยงดูสัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ โดยการอบรมเลี้ยงดู แบบเอาใจใส่มีความสัมพันธ์

ทางบวกกับอัตมโนทัศน์ และการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุมมีความสัมพันธ์ ทางลบกับอัตมโนทัศน์

งายวิจัยในประเทศ จิรนาถ จนาศักดิ์ (2544) ศึกษาปัจจัยคัดสรร ที่มีความสัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ของ

วัยรุ่นตอนกลาง ผลการวิจัย พบว่า มีตัวแปร 3 ตัวจาก 6 ตัวแปรที่ สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของปัจจัย

ที่เกี่ยวข้อง กับอัตมโนทัศน์ของวัยรุ่นตอนกลาง คือ 

1) การ ยอมรับของกลุ่มเพื่อน 

2) รูปลักษณ์ทางกาย 

3) ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน ส่วนอีก 3 ตัวแปรที่ไม่สัมพันธ์ กับอัตมโนทัศน์ของวัยรุ่นตอนกลาง 

คือ 

1) เพศ 

 2) สถานะเศรษฐกิจและสังคม และ 

3) รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดู โดยเฉพาะในส่วนของการอบรม เลี้ยงดู งานวิจัยของจิรนาถ จนาศักดิ์ 

พบว่า ไม่ สัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับงานวิจัย ต่างประเทศ

No comments:

Post a Comment