นางสาวภัทรวรรณ อุตรชน รหัสนักศึกษา 6511219690

Monday, October 24, 2022

การเรียนครั้งที่ 16

🍁  คาบสุดท้ายของการเรียนรู้ 🍁

           พูดเกี่ยวกับแนวข้อสอบและการปฏิบัติตัวในการเข้าห้องสอบว่าควรใส่ชุดยังไง 
ควรเตรียมอะไรมาบ้าง ข้อสอบมีทั้งปรนัยและอัตนัย การสอบอัตนัยนั้นจงเขียนด้วยลายมือที่
อาจารย์สามารถอ่านออกและเข้าใจเพื่อเป็นผลประโยชน์ที่ดีของตนเองนอกจากนี้พูดเกี่ยวกัคะแนนเก็บให้ส่งงานให้ครบและกำหนดวันส่งงานในบล็อกว่าจะให้อาจารย์ตรวจเมื่อไหร่และ
อาจารย์ให้เคลียร์งานต่างๆในบล็อกที่ยังไม่ครบหรือยังไม่เสร็จส่วนคนที่ไม่มาอาทิตย์ที่แล้ว 
ให้ตามสอบเก็บคะแนนเกี่ยวกับการร้องเพลงและการจำลองสถานการณ์

การเรียนครั้งที่ 15

👽 เจตคติ 👽

      สรุปทุกเรื่องที่เรียนมาเกี่ยวกับวิชานี้ว่าเรียนเรื่องใดมาบ้าง มีความสำคัญอย่างไร สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง และบอกว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไรในวิชานี้

     จากนั้นอาจารย์ให้หาเพลงสำหรับเด็กมาร้องคนละ 1 เพลง และจับคู่แสดงสถานการณ์ที่สามรถส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กได้








การเรียนครั้งที่ 14

              
พูดคุยทบทวนเกี่ยวกับสิ่งที่เคยเรียนไปว่าเคยเรียนอะไรไปบ้าง บอกถึงแนวข้อสอบว่าจะออกประมาณไหนบ้างแบบคร่าวๆ และได้มีการทบทวนเรื่อง พัฒนาการของเด็กปฐมวัย โดยการให้ทำแผนผังความคิดเป็นรายบุคคล 
ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อด้วยกัน คือ 
1.พัฒนาการด้านร่างกาย 
2.พัฒนาการด้านสติปัญญา 
3.พัฒนาการด้านอารมณ์จิตใจ 
4.พัฒนาการด้านสังคม 
โดยให้เขียนแยกเป็นทฤษฎีของบุคคลหลักๆที่ควรรู้

การเรียนครั้งที่ 13

💢 การนำเสนอในหัวข้อเรื่อง ลักษณะเด็กในศตวรรษที่ 21 💢

ลักษณะทางด้านความรู้ประกอบด้วย 3 อย่าง คือ

Reading (อ่านออก) 

(W)Riting (เขียนได้)

(A)Rithmetics (คิดเลขเป็น)

ลักษณะทางด้านอารมณ์ประกอบด้วย 7 อย่าง คือ

1. Critical thinking & Problem solving 

    (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)

2. Creativity & Innovation 

    (ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม)

3. Cross-cultural understanding 

     (ทักษะความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)

4.Collaboration, Teamwork & Leadership  

   (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะความเป็นผู้นำ)

5.Communications, Information & Media literacy 

   (ทักษะด้านการสื่อสารสารสนเทศและการรู้เท่าทันสื่อ)

6. Computing & ICT literacy 

    (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

7.Career & Learning skills 

    (ทักษะด้านอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)



Monday, September 26, 2022

การเรียนครั้งที่12

🎵รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Diana Baumrind Diana Baumrind’s Parenting Styles🎵

               รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูของ Diana Baumrind แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้

1.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ 

2.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม 

3.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ

4. รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง

              ในปี ค.ศ. 1967 Baumrind (1967, cited in Baumrind, 1971) ได้ศึกษาเด็กก่อนวัยเรียน 

และผู้ปกครองของเด็กโดยการสังเกตพฤติกรรมของเด็ก ทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน ประกอบกับการสัมภาษณ์

            ผู้ปกครองและสังเกตปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง กับเด็กที่บ้าน จากการศึกษาดังกล่าว 

Baumrind ได้ทำการวิเคราะห์แบ่งองค์ประกอบพฤติกรรมของ บิดามารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรออกเป็น 2 มิติ 

กว้างๆ คือ

1. มิติควบคุม หรือ เรียกร้องจากบิดามารดา (Controlling / Demand) คือ การที่บิดามารดา 

กำหนดมาตรฐานสำหรับเด็กและเรียกร้องให้เด็กทำ ตามมาตรฐานที่บิดามารดาได้กำหนดไว้ 

ซึ่งบิดา มารดาบางคนจะมีมาตรฐานสูง และเรียกร้องให้เด็ก ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ตนกำหนด 

ในขณะที่บิดา มารดาบางคนเรียกร้องให้เด็กทำตามมาตรฐานเพียง เล็กน้อย และไม่พยายามที่จะ

ใช้อิทธิพลในการ ควบคุมเด็ก 

2.มิติการตอบสนองความรู้สึกเด็ก (Responsive) คือ การที่บิดามารดาหรือผู้ดูแลเด็ก 

ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก ซึ่งบิดามารดา บางคนจะยอมรับ เข้าใจ และตอบสนองความต้องการ

ของเด็กด้วยดี เปิดโอกาสให้เด็กคิดและ ตัดสินใจด้วยตนเอง ในขณะที่บิดามารดาบางคน เพิกเฉย

 และปฏิเสธต่อความต้องการของเด็ก

           Baumrind (1971) ได้ผสมผสาน 2 มิติ ดังกล่าว และจัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น

 3 รูปแบบ ดังนี้ 

1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style) คือ การอบรม 

เลี้ยงดูที่บิดามารดาสนับสนุนให้เด็กมีพัฒนาการ ตามวุฒิภาวะของเด็ก โดยที่บิดามารดาจะอนุญาต 

ให้เด็กมีอิสระตามควรแก่วุฒิภาวะ แต่ในขณะ เดียวกันบิดามารดาจะกำหนดขอบเขตพฤติกรรม 

ของเด็ก และกำหนดให้เด็กเชื่อฟังและปฏิบัติตาม แนวทางที่บิดามารดากำหนดไว้อย่างมีเหตุผล 

ถึงแม้ บิดามารดาจะมีการเรียกร้องสูง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ให้ความรักความอบอุ่นและใส่ใจต่อเด็ก 

เปิด โอกาสให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง รับฟังเหตุผลจากเด็ก และสนับสนุนให้เด็กมีส่วนร่วมในการ

คิดตัดสินใจ เรื่องต่างๆ ของครอบครัว

2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian Parenting Style) คือ การอบรม 

เลี้ยงดูที่บิดามารดามีความเข้มงวดเรียกร้องสูง แต่ ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็กโดยสิ้นเชิง  

มีการจัดระบบ การควบคุมและวางกฎเกณฑ์ให้เด็กปฏิบัติตามอย่าง เข้มงวด โดยมีการอธิบายน้อยมาก

 หรือไม่มีเลย เด็กต้องยอมรับในคำพูดของบิดามารดาว่าเป็นสิ่งที่ ถูกต้องเหมาะสมเสมอ 

มีการใช้อำนาจควบคุมโดย วิธีบังคับ และลงโทษเมื่อเด็กไม่ทำตามความคาดหวัง ของบิดามารดา 

บิดามารดามักห่างเหิน และปฏิเสธเด็ก 

3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style) คือ การอบรมเลี้ยง ดูที่บิดามารดา

ปล่อยให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ตามการ ตัดสินใจของเด็กโดยไม่มีการกำหนดขอบเขต ใช้การ ลงโทษน้อย 

ไม่เรียกร้องหรือควบคุมพฤติกรรมเด็ก เด็กสามารถแสดงออกซึ่งความรู้สึกและอารมณ์ ได้อย่างเปิดเผย

 บิดามารดาอาจให้คำปรึกษาหรือ พยายามใช้เหตุผลกับเด็ก แต่ไม่มีอำนาจในการ ควบคุมพฤติกรรม

ของเด็ก บิดามารดาจะให้ความรัก ความอบอุ่นและตอบสนองความต้องการของเด็กเสมอ

             ต่อมา Maccoby and Martin (1983) ได้ ศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind และได้จำแนกรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบที่ 4 เพิ่มเติมจากที่ Baumrind ได้เสนอไว้ คือ 

4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style) เป็นการอบรม เลี้ยงดูที่บิดา

มารดาไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนอง ความต้องการของเด็ก ให้การดูแลเอาใจใส่ต่อเด็ก น้อยมาก 

บิดามารดากลุ่มนี้จะเพิกเฉยต่อเด็กพอๆ กับไม่เรียกร้องหรือวางมาตรฐานพฤติกรรมใดๆ ให้ เด็กปฏิบัติ 

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะบิดามารดาปฏิเสธ เด็กแต่แรก หรือหมกมุ่นอยู่กับปัญหา และความ กดดันใน

ชีวิตประจำวันจนไม่มีเวลาดูแลเอาใจใส่เด็ก

      การพัฒนาแบบสำรวจรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind ใน ประเทศไทย 

 ในประเทศไทยได้มีผู้พัฒนาแบบสำรวจรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กันอย่าง

กว้างขวาง อาทิ สารภี ยืนยง, เพชรรัตน์ จันทศ และในปี พ.ศ. 2545 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรมหาวิทยาลัย

โดย พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์, ธีระพร อุวรรณโณ ,เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ ,สุภาพรรณ โคตรจรัส, 

คัดนางค์ มณีศรี, พรรณระพี สุทธิวรรณ ได้พัฒนาแบบ สำรวจรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ

 Baumrind ขึ้น เพื่อใช้วิจัยเรื่อง “การศึกษารูปแบบ ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของคนไทยกับ

 กระบวนการทางสังคมประกิตของครอบครัวใน ปัจจุบันที่เอื้อต่อการพัฒนาประเทศ” ซึ่งแบบสำรวจ 

ดังกล่าวได้มีผู้สนใจนำไปใช้ในการวิจัยกันอย่าง แพร่หลาย สำหรับขั้นตอนในการสร้างและพัฒนาแบบ

 สำรวจรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะได้ 

ศึกษาแนวคิด งานวิจัย และเอกสารข้อมูลของ Baumrind รวมทั้งศึกษางานวิจัยภายในประเทศ

เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวไทยที่ทำ ระหว่างปี พ.ศ. 2528-2542 ทั้งนี้เพื่อให้ข้อกระทง

ที่สร้างขึ้นสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย โดยลักษณะของแบบสำรวจเป็นการให้ผู้ตอบรายงานตนเอง

 โดยใช้วิธีประเมินค่าแบบลิเคิร์ต (Likert Scale) 5 ระดับ มีข้อกระทงทั้งสิ้น 99 ข้อ ซึ่งประกอบด้วย

ข้อกระทงที่ประเมินรูปแบบการ อบรมเลี้ยงดู 4 รูปแบบ โดยแต่ละรูปแบบประกอบ ด้วยลักษณะคำสำคัญ

 8 ประการ (Keyword 8) ดังนี้ 

1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ (Authoritative) มีจำนวน 25 ข้อครอบคลุมคำสำคัญ 8 ประการคือ 

1) เรียกร้องพฤติกรรม ที่เหมาะสมกับวัย (Demands)

2) กำหนด กฎ ระเบียบ และวินัย (Rules, Regulations, Discipline) 

3) กระตุ้นให้ปฏิบัติตามกฎ (Rule Enforcement) 

4) อบอุ่น รัก สนับสนุน (Warmth, Affection, Support) 

5) มีการสื่อสารสองทาง ที่ชัดเจน (Bi-directional and Clear Communication) 

6) ส่งเสริมให้เป็นตัวของตัวเอง และพึ่งตนเอง (Encouraging Independence & Individuality) 

7) เคารพในสิทธิทั้งของพ่อแม่ และเด็ก (Right of Both Parent and Child) 

8) ให้รางวัลมากกว่าการลงโทษ (Reward > Punishment) 

2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian) มีจำนวน 26 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ 

1) เรียกร้องมาก (Strong Demand) 

2) ตั้งมาตรฐานชัดเจน (Absolute Sets of Standards) 

3) ให้ความสำคัญในการเชื่อฟัง (Value of Obedience) 

4) ให้ความอบอุ่นน้อย (Less Nurturant) 

5) ไม่สนับสนุนการสื่อสาร รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู: แนวคิดของ Diana Baumrind 178 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ปีที่ 29 ฉบับที่ 4 เดือนตุลาคม - ธันวาคม 2552 สองทาง 

(Discouraging Bi-directional Communication) 

6) จำกัดความเป็นอิสระ และ ความเป็นตนเองของเด็ก (Suppressing Child Independence and Individuality) 

7) อคติตาม ความต้องการของพ่อแม่ (Biased in Favor of Parental Needs) 

8) ข่มขู่และลงโทษ (Threat and Punishment) 

3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive) มีจำนวน 23 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ 

1) หลีกเลี่ยงการเรียกร้อง (Avoid Making Demands) 

2) มีข้อกำหนดและ กฎเกณฑ์น้อย (Few Rules and Limits) 

3) อดทน และยอมรับพฤติกรรมไม่เป็นไปตามวัย ไม่ขัดใจ (Tolerate and Accepting Immature Behavior          without Parental Restraint) 

4) ให้ความอบอุ่น พอประมาณ และเกี่ยวข้องน้อย (Moderate Nurturant, Less Involved) 

5) เด็กมีบทบาท ในการสื่อสารมากกว่าพ่อแม่ (Child Dominate Communication) 

6) ยอมรับการตัดสินใจที่ปราศจากความรับผิดชอบและความไม่มีวุฒิภาวะของเด็ก (Allow Immature and      Responsible Decision Making) 

7) ลำเอียง เข้าข้างเด็ก (Biased in Favor of Child Needs) 

8) ลงโทษน้อย (Little Punishment) 

4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved) มีจำนวน 25 ข้อ ครอบคลุม คำสำคัญ 8 ประการ คือ 1) ไม่เรียกร้อง (Undemanding) 

2) ไม่มีกฎเกณฑ์และไม่ใส่ใจ (No Rules / Ignoring) 

3) ทอดทิ้ง ปฏิบัติไม่ดี (Neglect / Maltreatment) 

4) ห่างเหินทางอารมณ์ (Emotionally Detached) 

5) มีการสื่อสารน้อย (Infrequent Communication) 

6) ให้เด็กมีอิสระ โดยไม่มีการสนับสนุนจากพ่อแม่ (Allow Child Independence without Parental Support)

7) ความต้องการของพ่อแม่เป็นใหญ่ (Biased in Favor of Parental Needs) 

8) ทำร้ายร่างกาย และ / หรือ จิตใจ (Physical and / or Psychological Abuse)

             งานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู ตามแนวคิดของ Baumrind ได้มีนักจิตวิทยาสนใจศึกษา

วิจัยความสัมพันธ์ ระหว่างรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กับตัวแปรทางจิตวิทยา

ไว้หลากหลาย เช่น ศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการปรับตัว รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับพฤติกรรม

ทางสังคม รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอารมณ์ รูปแบบการอบรม เลี้ยงดูกับการกำกับตนเอง 

และรูปแบบการอบรม เลี้ยงดูกับอัตมโนทัศน์ เป็นต้น ลำดับต่อไปจะเสนองานวิจัยที่รวบรวมได้ ดังนี้ 

1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการปรับตัว งานวิจัยต่างประเทศ มีผู้วิจัยประเด็นนี้กันมาก และผลที่ได้

เป็นไป ในทิศทางเดียวกัน คือ การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจ ใส่ มีความสัมพันธ์กับการปรับตัวที่ดีของเด็ก

และ วัยรุ่นมากที่สุด ในขณะที่การอบรมเลี้ยงดูแบบ ตามใจและแบบทอดทิ้งมีความสัมพันธ์กับการปรับ 

ตัวที่ไม่ดีกับเด็กและวัยรุ่น (Slicker, 1998; Strage and Brandt, 1999; Wintre and Yaffe, 2000) 

งานวิจัยในประเทศไทย สุภาพรรณ โคตรจรัส และชุมพร ยงกิตติกุล (2545) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง

รูปแบบการ อบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กับ พฤติกรรมส่วนบุคคลของวัยรุ่นไทยในด้าน

การปรับตัว ด้านครอบครัว ความเฉลียวฉลาดทางอารมณ์ และการเผชิญปัญหา โดยศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง

 1,316 คน เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 654 คน มัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 662 คน 

จาก 5 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และ 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผลการวิจัยพบว่าวัยรุ่นที่ ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีการปรับตัว 

ด้านครอบครัวได้ดีกว่า มีการเผชิญปัญหาแบบมุ่ง จัดการปัญหามากกว่า และใช้การเผชิญปัญหาแบบ

หลีกหนีน้อยกว่าวัยรุ่นที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบ ควบคุม แบบตามใจ และแบบทอดทิ้ง ซึ่งสอดคล้อง 

กับการวิจัยจากต่างประเทศ

2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับพฤติกรรมทางสังคมงานวิจัยต่างประเทศ มีงานวิจัยจำนวนมากได้แสดง

ให้เห็นว่าวิธีการ อบรมเลี้ยงดูของบิดามารดาส่งผลต่อพฤติกรรมทาง สังคมของบุตร โดยเฉพาะงานวิจัย

ของ Baumrind อ้างถึงใน พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะ ที่พบว่า การอบรมเลี้ยงดู ของบิดามารดา

มี 3 แบบ และแต่ละแบบมีความ สัมพันธ์กับพฤติกรรมทางสังคมของเด็ก เช่น บิดา มารดาแบบเอาใจใส่

มีลูกที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี มี ทักษะทางสังคม ให้ความร่วมมือกับผู้ใหญ่ มีความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ 

มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง และ มีความเป็นผู้นำขณะทำกิจกรรมกลุ่ม บิดามารดา แบบควบคุม มีลูกที่

อารมณ์ไม่ค่อยดี โกรธง่าย ไม่ เป็นมิตร ขาดความคิดริเริ่ม ขาดความเป็นผู้นำ และบิดามารดาแบบตามใจ 

มีลูกที่ก้าวร้าว ไม่เป็น ตัวของตัวเอง และเมื่อเปรียบเทียบระดับความ สามารถทางสังคม 

(Social Competence) พบว่า เด็กที่มีบิดามารดาแบบเอาใจใส่จะมีความสามารถ ทางสังคมในระดับสูง 

เด็กที่มีบิดามารดาแบบ ควบคุมจะมีความสามารถทางสังคมระดับปานกลาง และเด็กที่มีบิดามารดาแบบ

ตามใจจะมีความ สามารถทางสังคมต่ำ

 งานวิจัยในประเทศไทย เพชรรัตน์ จันทศ (2542) ศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างพฤติกรรมการให้

ความร่วมมือกับรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูที่แตกต่างกันตามการรับรู้ของ ตนเองของนักเรียน

ชั้นประถมปีที่ 5 และ 6 ผลการ วิจัย พบว่า เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีพฤติกรรมการ

ให้ความร่วมมือสูงกว่าเด็กที่ได้รับ การอบรมเลี้ยงดูแบบอื่น

3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอารมณ์ งานวิจัยต่างประเทศ มีงานวิจัยหลายชิ้นศึกษารูปแบบ

การอบรม เลี้ยงดูกับอารมณ์ในแง่พัฒนาการทางอารมณ์ และ ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ.) ผลการวิจัย

ที่ได้ สอดคล้องกัน คือ การอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ ส่งผลให้เด็กมีวุฒิภาวะและความมั่นคงทางอารมณ์

 มีเหตุผล มีความหนักแน่น สามารถควบคุมอารมณ์ และปรับตัวได้ดี รวมไปถึงมีความฉลาดทางอารมณ์

ดีกว่าเด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบอื่น 

งานวิจัยในประเทศ กันตวรรณ มีสมสาร (2544) ศึกษาเปรียบ เทียบความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กวัย

ย่างเข้าสู่ วัยรุ่นที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูในรูปแบบที่แตกต่าง กันตามการรับรู้ของตนเอง ผลการวิจัย 

พบว่า เด็กที่ ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีความฉลาด ทางอารมณ์สูงกว่าเด็กที่ได้รับการ

อบรมเลี้ยงดูแบบ ควบคุม แบบตามใจ และแบบทอดทิ้ง

4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับการกำกับตนเอง งานวิจัยต่างประเทศ ในต่างประเทศมีผู้วิจัยประเด็นนี้

กันอย่างกว้าง ขวาง และผลที่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ บิดา มารดาที่เลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ ชี้แนะ 

ให้ความรัก ความอบอุ่น ให้ความอิสระภายในขอบเขตและตั้ง กฎเกณฑ์ที่เป็นเหตุเป็นผลจะช่วยส่งเสริม

ให้เด็กมี เป้าหมายทางการเรียนอย่างชัดเจน มีความรู้สึกว่า ตนเองสามารถจัดการกับเรื่องเรียนได้และ

มีความ สามารถในการใช้กลวิธีต่างๆ ในการกำกับตนเอง เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเรียนที่ตั้งไว้ 

อันเป็น ลักษณะสำคัญของบุคคลที่มีการเรียนรู้แบบกำกับ ตนเอง

งานวิจัยในประเทศ วีรนุช วงศ์คงเดช (2547) ศึกษาเจตคติต่อ การแสวงหาความช่วยเหลือ 

และการเรียนรู้แบบ กำกับตนเองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ที่มีรูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูแตกต่างกัน 

ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่ มีการ เรียนรู้แบบกำกับตนเองและมี

เจตคติทางบวกต่อ การแสวงหาความช่วยเหลือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับ การอบรมเลี้ยงดูอีก 3 แบบ 

นักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม และแบบตามใจ มีการ เรียนรู้แบบกำกับตนเองสูงกว่านักเรียน

ที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง ส่วนนักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบตามใจมีเจตคติทางบวก

ต่อการ แสวงหาความช่วยเหลือสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการ อบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม และแบบทอดทิ้ง 

ผลการ วิจัยนี้สอดคล้องกับงานวิจัยต่างประเทศ

5. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูกับอัตมโนทัศน์ งานวิจัยต่างประเทศ งานวิจัยส่วนใหญ่ พบว่า 

รูปแบบการอบรม เลี้ยงดูสัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ โดยการอบรมเลี้ยงดู แบบเอาใจใส่มีความสัมพันธ์

ทางบวกกับอัตมโนทัศน์ และการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุมมีความสัมพันธ์ ทางลบกับอัตมโนทัศน์

งายวิจัยในประเทศ จิรนาถ จนาศักดิ์ (2544) ศึกษาปัจจัยคัดสรร ที่มีความสัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ของ

วัยรุ่นตอนกลาง ผลการวิจัย พบว่า มีตัวแปร 3 ตัวจาก 6 ตัวแปรที่ สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของปัจจัย

ที่เกี่ยวข้อง กับอัตมโนทัศน์ของวัยรุ่นตอนกลาง คือ 

1) การ ยอมรับของกลุ่มเพื่อน 

2) รูปลักษณ์ทางกาย 

3) ผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน ส่วนอีก 3 ตัวแปรที่ไม่สัมพันธ์ กับอัตมโนทัศน์ของวัยรุ่นตอนกลาง 

คือ 

1) เพศ 

 2) สถานะเศรษฐกิจและสังคม และ 

3) รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดู โดยเฉพาะในส่วนของการอบรม เลี้ยงดู งานวิจัยของจิรนาถ จนาศักดิ์ 

พบว่า ไม่ สัมพันธ์กับอัตมโนทัศน์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับงานวิจัย ต่างประเทศ

การเรียนครั้งที่11

 👄 สื่อการสอนสำหรับเด็กปฐมวัย (ปฏิบัติ)👄

         สื่อการเรียนรู้ที่เลือกทำคือ พาสีกลับบ้าน โดยวิธีการเล่นคือจะนำดาวสีต่างๆมาผสมรวมกันและให้นำดาวใส่ในขวดที่สีเดียวกันจนหมด



การเรียนครั้งที่10

 🌿 สื่อการสอนสำหรับเด็กปฐมวัย🌿

                เด็กปฐมวัยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงวัย และในแต่ละช่วงวัยก็มีการพัฒนาที่เเตกต่างกันไปจึงต้องมีเครื่องเล่นหรือสื่อการสอนที่ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย









Tuesday, September 13, 2022

การเรียนครั้งที่ 9

👾สรุปการออกเเบบกิจกรรมสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 3 ปี👾

 สรุปมายแมพที่เคยได้ทำไปเมื่ออาทิตย์ก่อน ให้นำมาสรุปเองว่าแต่ละหัวข้อมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง 

และได้ฝึกการทำมายแมพเเบบแผนภาพต้นไม้ โดยในเนื้อหาแต่ละเส้นต้องสมดุลกัน

โดยในเนื้อหาจะประกอบไปด้วยหัวข้อย่อยดังนี้

1.พัฒนาการตั้งแต่วัยแรกเกิด – 1 ปี

2.พัฒนาการตั้งแต่ 1 ปี – 2 ปี

3.พัฒนาการตั้งแต่ 2 ปี – 3 ปี

4.สรุปพัฒนาการตั้งแต่วัยแรกเกิด – 3 ปี











Tuesday, August 30, 2022

การเรียนครั้งที่ 8


🍰 การออกแบบกิจกรรมสำหรับเด็กแรกเกิด - 3 ปี 🍰







1.พัฒนาการช่วงแรกเกิด - 1 ปี
    พัฒนาการ ➡ เน้นด้านการฟัง การมองเห็น การสัมผัส
    ☆กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้
        - การเคลื่อนไหวตามแถบสี
    ☆ประโยชน์ ➡ ช่วยให้เด็กออกกำลังกายอย่างจริงจัง ได้ความสนุก และได้
                             แยกแยะเรื่องของสีสันที่มองเห็น

2.พัฒนาการช่วง 1 ปี - 2 ปี 
    พัฒนาการ ➡ เน้นการพัฒนาการด้านร่างกาย สอง และภาษา
    ☆กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้
       - Music for movement 
    ☆ประโยชน์ ➡ ช่วยฝึกการพูด ร้อง และขยับร่างการให้ตรงจังหวะ

3.พัฒนาการช่วง 2 ปี - 3 ปี
     พัฒนาการ ➡ เน้นการขยับร่างกาย ฝึกจินตนาการ และฝึกพัฒนาสมอง
     ☆กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้
         - กิจกรรมปั้นดินน้ำมัน
     ☆ประโยชน์ ➡ ช่วยฝึกสมาธิ ความคิดสร้างสรรค์ตามจินตนาการของเด็ก 
                              และช่วยฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก


















Friday, August 19, 2022

การเรียนครั้งที่ 7

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ.2565

💚 หลักการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย💚

จับกลุ่มทำแผนภาพเรื่องหลักการอบรมเลี้ยงดู

 


      



 สมาชิก

1.นางสาวนภัคจิรา คำไสย์ เลขที่ 6

2.นางสาวศศิธร มะขามทอง เลขที่ 14

3.นางสาวญาดา ไชยจิตร เลขที่ 22

4.นางสาวภัทรวรรณ อุตรชน เลขที่ 31


Monday, August 8, 2022

การเรียนครั้งที่ 6

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2565 

💜เด็กปฐมวัย💜

1.อายุ

   -เด็กปฐมวัย คือ เด็กที่มีช่วงอายุระหว่าง 3-5 ปี

2.พัฒนาการของเด็กปฐมวัย 

   - 2.1.ด้านร่างกาย - พัฒนาด้านกล้ามเนื้อต่างๆ

   - 2.2.ด้านสติปัญญา - การคิด,วิเคราะห์

   - 2.3.ด้านอารมรณ์ - การแสดงออกของอารมณ์

   - 2.4 ด้านสังคม - การช่วยเหลือตนเองในการดำเนินชีวิตประจำวัน และการปรับตัวเข้าสังคม

3.วิธีการเรียนรู้

  3.1. แบบจักษุนิยมและโสตนิยม - เด็กเรียนรู้ได้ดีจากการมองเห็น

  3.2. แบบปฏิบัตินิยมและสัมผัสนิยม - การทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย

  3.3. แบบบูรณาการ - การเรียนรู้ที่หลากหลาย

4.ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

   4.1. ทฤษฎีการเรียนรู้ของบรูเนอร์ (Jerome S. Bruner)

  4.2. ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) ของแบนดูรา     

  4.3. ทฤษฎีพัฒนาการของกีเซล (Gesell)

  4.4. ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบอร์ก (Lawrence Kohlberg)

  4.5. ทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพของซิกมันต์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)

  4.6. ทฤษฎีพัฒนาการทางบุคลิกภาพของอิริคสัน (Erikson)

  4.7. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget)

  4.8. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner’s View)

5.หลักการอบรมเลี้ยงดู

  5.1 การสร้างความผูกพันรักใคร่

  5.2 ระบบการให้รางวัลด้าบวก

  5.3 พ่อแม่ผู้ปกครองต้องเป็นผู้มีศีลธรรม

  5.4 การควบคุมสิ่งแวดล้อม

  5.5. วิธีการตอบสนองกลับ

  5.6. การควบคุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์

6.สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

  6.1. อากาศถ่ายเท ไม่มีเสียงรบกวน

  6.2. มีพื้นที่ทำกิจกรรม

  6.3 มีมุมความรู้ต่างๆ

  6.4. ปลอดภัย

  6.5. มีกฎระเบียบ

7.สื่อส่งเสริมการเรียนรู้

  7.1.ด้านร่างกาย - การวาดภาพ

  7.2.ด้านสติปัญญา - การคำนวน

  7.3.ด้านอารมรณ์ - ดนตรี ศิลปะ

  7.4.ด้านสังคม - การจำลองอาชีพ

8.การประเมิน

  8.1. ประเมินทุกด้าน

  8.2. ประเมินรายบุคคล

  8.3. ประเมินด้วยวิธีหลากหลาย

  8.4. ประเมินอย่างมีระบบ

  8.5. สภาพการประเมิน

Monday, August 1, 2022

การเรียนครั้งที่ 5

 วววันอังคาร ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ.2565

🌱 สรุปการเรียนรู้ การเลี้ยงดูรูปแบบต่างๆ 🌱

1.การเลี้ยงดูลูกแบบเอาใจใส่ (Authoritative Parenting Style)

  คือ การเลี้ยงดูแบบดูแลเอาใจใส่ สนับสนุนให้ลูกมีการพัฒนาตามธรรมชาติของเด็ก ให้ลูกมีอิสระในการทำสิ่งต่างๆ ส่งเสริมให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น และตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ใช้เหตุผลประกอบการตัดสินใจ  

  เมื่อโตขึ้นเด็กจะเป็นอย่างไร

1.เด็กสามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี

2.เด็กมีทักษะทางสังคมที่ดี สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ต่างๆได้

3.มีความเชื่อมั่นในตัวเอง

4.สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง

5.มีระเบียบวินัย มีความอดทน พยายาม มีความรับผิดชอบและมีวุฒิภาวะ


2.การเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian Parenting Style)

  คือ การเลี้ยงดูโดยพ่อแม่แบบเข้มงวด มีระบบ คววบคุมและวางกฏเกณฑ์ให้ลูกทำตามอย่างเข้มงวด เตรียมทุกอย่างที่ตนเองคิดว่าดีที่สุดไว้เพื่อลูก และคาดหวังให้เด็กต้องทำตามโดยไม่มีข้อโต้แย้ง อธิบายเหตุผลที่ทำน้อยมากหรือแทบจะไม่อธิบายเลย พ่อแม่ในกลุ่มนี้มักฝึกหรือสอนลูกด้วยการลงโทษ ดุ ด่า มากกว่าการฝึกระเบียบวินัย มีการเรียกร้องสูงแต่กลับไม่เอาใจใส่หรือตอบสนองความต้องการจริงๆ ของลูก

  เมื่อโตขึ้นเด็กจะเป็นอย่างไร

1.ว่านอนสอนง่าย มีความเป็นระเบียบ ซื่อสัตย์

2.ควบคุมตัวเองเก่ง แต่เมื่อควบคุมไม่ได้จะระเบิดอารมณ์ออกมารุนเเรง

3.ขี้กลัว ขี้อาย

4.ไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์

5.ขาดความมั่นใจในตนเอง

6.ปรับตัวเข้าสังคมได้ยาก

7.ขาดทักษะทางสังคม

8.เก็บกด


3.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style)

  คือ การเลี้ยงดูโดยปล่อยให้ลูกทำอะไรได้เองตามใจชอบ โดยไม่มีการกำหนดขอบเขตใดๆ ไม่มีการฝึกระเบียบวินัย ไม่มีการตั้งกฏเกณฑ์ใดๆกับลูก เมื่อต้องการให้ลูกทำอะไรจะใช้รางวัลเป็นตัวล่อ 

  เมื่อโตขึ้นเด็กจะเป็นอย่างไร

1.เป็นคนไม่มีวินัย ความรับผิดชอบ

2.ไม่เชื่อฟังคนอื่น ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้

3.ขาดทักษะการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น

4.มั่นใจในตัวเองสูง


4.รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style)

  คือการเลี้ยงดูแบบที่พ่อแม่ใส่ใจลูกน้อยมาก ไม่ให้ความสนใจหรือตอบสนองความต้องการใดๆ ของลูก เช่น ไม่เล่นด้วย ปล่อยให้เล่นเองคนเดียว เมื่อลูกเข้าหาก็ไม่สนใจ หรือสนใจแบบให้ผ่านไปที ไม่สนใจที่จะแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ดีของเด็กเพราะรู้สึกเป็นเรื่องเสียเวลาและยุ่งยาก โดยส่วนมากพ่อแม่ที่เป็นแบบนี้มักจะไม่รู้ตัวว่ากำลังทอดทิ้งลูก เพราะสนใจแต่หน้าที่การงาน หรือปัญหาในชีวิตตัวเอง

  เมื่อโตขึ้นเด็กจะเป็นอย่างไร

1.เรียนรู้ที่จะอยู่รอดด้วยตนเอง

2.มองโลกในแง่ร้าย มักต่อต้านสังคม

3.รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง

4.รู้สึกไม่ไว้วางใจคนอื่น และกลัวเมื่อต้องพึ่งพาคนอื่น

5.ขาดทักษะทางสังคมที่ดี ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นได้

6.อาจมีพฤติกรรมเสี่ยงเมื่อโตขึ้น เช่น ติดยา ยุ่งเกี่ยวกับอาชญากรรม


Monday, July 25, 2022

การเรียนครั้งที่ 4

 วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2565

💚 สื่อประกอบการสอน 💚

1.อาจารย์ให้ระบายสีรูปสัตว์ ตกแต่งให้สวยงาม และตัดกระดาษตามรูป

2.พับตามรอยประและติดกระดาษด้นหลังภาพเพื่อเอาไว้ให้นิ้วสอด


3.อาจารย์ให้วาดรูปตามจินตนาการแต่ต้องเป็นแบบด้านบนแต่เป็นรูปอื่นเเทน                                                                

                      
     
1.ทำสื่อชิ้นนี้ สามารถนำใช้กับเด็กอย่างไร
-สามารถนำไปเป็นสื่อการสอนได้ 
-ช่วยฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก ประสาทตา จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ต่อเด็ก
-ช่วยสร้างจินตนาการ 
-นำไปเป็นสื่อกลางในการเล่านิทานแก่เด็ก

2.ประโยชน์ของการทำสื่อชิ้นนี้
-ช่วยเรื่องความคิดสร้างสรรค์
-ฝึกจินตนาการ
-ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก




Monday, July 18, 2022

การเรียนครั้งที่ 3

 วันอังคาร ที่ 19 กรกฏาคม พ.ศ.2565

💙 เพลงเมื่อวัยเยาว์ 💙

1.ได้นึกย้อนไปว่าตอนเด็กๆเวลาเรานอนพ่อและแม่ใช้เพลงอะไรกล่อมเรานอน 

2.ได้เขียนความรู้สึกเมื่อได้ยินเพลงนั้นว่าเรารู้สึกยังไงเวลาได้ฟัง

3.ได้เขียนเพลงกล่อมนอนที่เราเคยได้ยินและชอบที่สุด

4.อธิบายได้วิเคราะห์ว่าเพลงกล่อมนั้นให้อะไรบ้าง 

5.จับกลุ่มกับเพื่อนที่เลือกเพลงกล่อมภาคเดียวกัน และเลือกเพลงที่จะมาร้องให้เพื่อนๆฟัง

6.เขียนเหตุผลที่เลือกเพลงนี้ ว่าเลือกเพลงนี้เพราะอะไร


งานกลุ่ม
เพลงที่เลือก จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า





Monday, July 11, 2022

การเรียนครั้งที่ 2

 วันอังคาร ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2565

💗 ครอบครัวของฉัน 💗

1.ได้วาดภาพพ่อและแม่

2.เขียนสิ่งที่นึกถึงพ่อและแม่

3.เขียนว่าการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวตัวเองเป็นแบบไหน

4.เขียนผลที่เกิดขึ้นจากการเลี้ยงดูในครอบครัวเรา ว่าเราได้รับการเลี้ยงดูแบบนี้ตัวเราจะมีนิสัยหรือลักษณะที่แสดงออกยังไง

5.เขียนวิธีการอบรมเลี้ยงดูที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับเราว่าเราต้องการการอบรมเลี้ยงดูแบบไหน

6.เขียนวิธีการส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็กว่าเด็กๆต้องการการเรียนรู้แบบไหน

7.เขียนบทบาทที่เหมาะสมของครูและผู้ปกครอง

8.เขียนพัฒนาการของเด็กปฐมวัยว่ามีพัฒนาการด้านใดบ้างและวิธีการเรียนรู้ที่เด็กปฐมวัยควรจะได้รับ

8.จับกลุ่มทำmine mapping ที่มีการอบรมเลี้ยงดูที่เหมือนกันและสรุปข้อมูล


ครอบครัวของเรา




สรุปทำ Mine mapping
.



Monday, July 4, 2022

การเรียนครั้งที่ 1

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2565

💛 สิ่งที่ได้เรียนวันนี้ 💛

1.วาดรูปตัวเองเพื่อสังเกตุจุดเด่นของตัวเองและฝึกสมาธิไปในตัว โดยให้วาดแสดงจุดเด่นของตัวเองออกมาเพื่อให้เพื่อนทาย 

2.นำกระดาษที่วาดรูปมาพับจรวดเพื่อมาสุ่มให้เพื่อนจับแล้วมาทายว่าคนในกระดาษคือใคร

3.ฝึกสร้างแฟ้มสะสมผลงานในเว็บblogerเพื่อเป็นเเฟ้มสะสมผลงานที่เราได้เรียน